การใช้รถอย่างถูกต้อง และดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ช่วยให้ประหยัดและยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้นพฤติ กรรมผิดๆ ของผู้ใช้รถ ซึ่งอาจส่งผลเสียกับรถยนต์ทันที หรือแสดงผลในภายหลัง ส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจผิด โดยเฉพาะใน 28 เรื่องต่อไปนี้
เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=6369 | |
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
28 เรื่องเข้าใจผิด ของคนใช้รถ
วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ล้อแม็ก .... ไม่ใช่แค่ความสวย
คนไทยดำรงชีวิตควบคู่กับความรักสวยรักงาม แม้แต่รถยนต์ คนไทยก็อดปรับโฉมให้สวยสุดเฉียบไม่ได้ล้อแม็ก- มิได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทรงตัว และอายุการใช้งานของรถยนต์อีกด้วย | |
วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553
สารพันดูแลยางรถยนต์
1. รัน - อินต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ก็เช่นกันในช่วง 100 - 200 กิโลเมตรแรก ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้โครงสร้างแก้มยาง และหน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้น ถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น แต่รถยนต์ทุกคันไม่ได้มีมุมแคมเบอร์เท่ากับ 0 มีทั้งแบะหรือหุบ ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศ ูนย์ล้อ
2. ถ่วงล้อยางต้องหมุนนับพันรอบต่อนาที โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยงด้วยจึงต้องมีการถ่ วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลง ด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ เมื่อใช้งานไปสัก 40 - 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ , ยาง , จานดิสก์เบรก , เพลาขับ , ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว
3. ลมยางแรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่นส่วนใหญ่อยู ่ในระดับ 28 - 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือ ร้อนไม่มาก หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย - ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย - ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกา ะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา
เดินทางไกล ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 - 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด เพราะหากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 - 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อน เพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น ถึง 5 - 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเ ผื่อไว้
4. สลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า - หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากก ว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์ ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเว ลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประ สิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ
5. หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยางนอกจากตรวจสอบความลึก ของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย
6. หมดสภาพยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอา ยุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน
ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้ งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยาง แข็งกระด้างเต็มที่
ทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 - 60,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่าน ั้น ควรหลีกเลี่ยงยางเก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงไปอีก
ข้อควรระวัง
1. ไม่จอดทิ้งไว้นาน รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยา งแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหย ืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายข ึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 - 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 - 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
2. น้ำยาเคลือบ เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553
10 อันดับรถสวยแห่งปี 2009

นอกเหนือไปจากสมรรถนะ, อัตราการสิ้นเปลือง, ราคาและห้องโดยสารซึ่งผู้ใช้รถให้ความสำคัญในการที่จะครอบครองรถซักคันแล้ว ภาพลักษณ์ภายนอกของตัวรถก็เป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดใจติดอันดับต้นๆ เช่นกัน หรือใครที่ซื้อรถเพราะถูกใจอย่างอื่นแต่ไม่ชอบรูปลักษณ์กันบ้างล่ะครับ และก็เป็นประจำของทุกปีที่จะต้องมีการจัดอันดับเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะกับความต้องตาต้องใจของรูปลักษณ์ภายนอกที่จะมีรางวัลมอบให้เป็น ประจำทุกปี ซึ่งบางอย่างก็อาจจะดูขัดหูขัดตาเราไปบ้าง อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของผู้มอบรางวัลแล้วล่ะครับ
รูปลักษณ์เย้ายวนใจ…แต่อาจไม่ใช่รถที่สวยที่สุด
และการจัดอันดับ “นาย T” นำเสนอนี้ เป็นการจัดอันดับของ www.forbes.com กับ 10 อันดับยนตกรรมสุดเย้ายวนใจของปี 2009 เดี๋ยวเนื้อที่จะไม่พอ ว่าแล้วก็ขออนุญาตดำเนินรายการเลยล่ะกันครับ

ยนตกรรมไซส์จิ๋ว (จริงๆ แล้วต้องเรียก Microcar) ในแบบเครื่องวางหลัง-ขับล้อหลัง ที่ไปไหนมาไหนได้แค่ 2 ที่นั่ง มีให้เลือกทั้งแบบแฮทช์แบ็ค 3 ประตูและเปิดประทุน เปิดตัวครั้งแรกในปี 1998 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 2nd Generation เมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา กับความยาวทั้งคันเพียง 2,690 มม. เท่านั้น เหมาะสำหรับคนเมืองโดยแท้

ยนตกรรมอีกแบรนด์ที่เรียกร้องสายตาจากผู้พบเห็นได้ทุกเมื่อ หลังจากที่เข้าอยู่ใต้ปีกของ BMW Group ก็กลับมาสร้างความคึกคักให้กับโลกยานยนต์อีกครั้ง โดยเปิดตัว 1st Generation MINI ในปี 2001 ก่อนจะเปลี่ยนสู่ 2nd Generation เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา กับบอดี้ที่มีให้เลือกทั้งแบบแฮทช์แบ๊ค, เปิดประทุนและแวน 5 ประตู

ติดอันดับยนตกรรมขายดีอีกรุ่นของ VOLKSWAGEN โดย Golf GTI รุ่นที่ได้รับรางวัลดังกล่าวเป็น Mk5 (หรือเจเนอเรชั่นที่ 5 นั่นแหละ) ที่ว่ากันว่าค่อนข้างครบเครื่อง ทั้งสมรรถนะ, ด้วยรูปลักษณ์และแฮนด์ลิ่งชั้นยอด จากเครื่องยนต์เบ็นซิน-เทอร์โบ 2.0 ลิตร 197 แรงม้า

ยนตกรรมในแบบ Roadster ไซส์เล็กจากค่ายดาวสามแฉก ภายใต้แนวคิดสปอร์ต, เบาและสั้น (SLK ย่อมาจาก Sportlich, Leicht und Kurz ในภาษาเยอรมันครับ) กับรหัส R 171 ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2004 ก่อนจะปรับเปลี่ยนหน้าตากันเล็กน้อยเมื่อปลายปี 2007 ที่ผ่านมา

หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู จริงๆ แล้ว CC ก็คือ Passat รุ่นที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกานั่นเองครับ ส่วนถ้าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนก็จะเรียกว่า Passat CC ซึ่งพิกัดจะอยู่ระหว่าง Passat กับ Phaeton และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วนี่เองครับ

3rd Generation DODGE Challenger ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2008 (แต่เจเนอเรชั่นแรกว่ากันตั้งแต่ปี 1970) กับบอดี้ในแบบคูเป้ 2 ประตู มาพร้อมกับเครื่องยนต์คือ 3.5 ลิตร, 5.7 ลิตรและ 6.1 ลิตร (นี่ขนาดมิดไซส์นะเนี่ย)

บิ๊กซีดาน (Full-Sized Sedan) ของค่ายรถแดนโสม ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วนี่เอง กับแพลตฟอร์มในแบบเครื่องวางหน้า-ขับเคลื่อนล้อหลัง กับเครื่องยนต์ที่มีให้เลือก 3 บล็อค คือ 3.3 ลิตร, 3.6 ลิตร และ 4.6 ลิตร และคาดว่าเร็วๆ นี้ก็จะมีบอดี้คูเป้ตามมาด้วยล่ะครับ

ซีดานระดับเรือธงจาก MERCEDES-BENZ ที่ไร้ซึ่งข้อกังขาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์, ความหรูหรา, ราคาและความปลอดภัย เพราะมีตำแหน่ง “ซีดานหรูที่ขายดีที่สุดโลก” เป็นประกันอยู่แล้ว ปัจจุบันก้าวเข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 9 กับรหัส W 221 ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่ปี 2006 ครับ

ลำดับที่ 6 ของยนตกรรมซีดานขนาดกลางจาก VOLKSWAGEN ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2005 ซึ่งมีให้เลือกทั้งซีดานและเอสเตท (ตลาดอเมริกา) กับเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกทั้งเบ็นซินและดีเซลถึง 10 บล็อค ส่วนระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบขับหน้าและ 4WD

ซีดานขนาดใหญ่ลำดับที่ 8 ในอนุกรม Maxima กับรหัส A 35 ที่ใช้พื้นฐานโครงสร้าง (NISSAN D Platform) ร่วมกับ Murano และ Altima โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V 6 ขนาด 3.5 ลิตร ผ่านล้อคู่หน้าครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ 10 อันดับยนตกรรมสุดเย้ายวนใจของปี 2009 อาจจะมีที่ไม่ค่อยคุ้นบ้างตามความหลากหลายของตัวรถ ซึ่งตลาดของอเมริกานั้นใหญ่กว่าของบ้านเราอยู่แล้ว ก็เลยอาจจะมีรุ่นรถยนต์ที่ในบ้านเราไม่มีติดอันดับอยู่พอสมควร ส่วนเรื่องเข้าตาหรือไม่นั้น อันนี้ก็นานาจิตตังล่ะครับ ก็ขนาดว่ารถรุ่นเดียวกัน แต่ขายต่างที่ต่างทาง หน้าตายังไม่เหมือนกันเลยครับ