 |
 |
 |
| | เพลาขับ อุปกรณ์สำคัญในการถ่ายทอดพละกำลังที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะกับรถที่ ขับเคลื่อนล้อหน้าที่นอกจากจะรับหน้าที่ผลักดันให้ล้อและยางหมุนเพื่อเคลื่อนตัว แล้ว ยังต้องรองรับการหักเลี้ยวของล้อคู่หน้า และยืดหดได้ตามการยุบตัวของล้อ ด้วย ยังผลให้หัวเพลาขับต้องรับภาระที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสไม่น้อย หัวเพลา ขับจึงเป็นอะไรที่ต้องการการใส่ใจและปกป้องเป็นพิเศษ เพราะค่าใช้จ่ายในการ เปลี่ยนหัวเพลานั้นไม่น้อยเลยนะครับ | |
|
| |
 |
 |
| | เกือบทั้งหมดของรถขับเคลื่อนล้อหน้า จะเป็นหัวเพลาแบบข้อต่ออ่อนแบบความ เร็วคงที่ หรือที่นิยมเรียกกันว่า CV (Constant Velocity) Joint ซึ่งความเร็วของล้อ เพลาขับและเพลาตามจะหมุนด้วยความเร็วคงที่เท่ากันตลอด การส่งกำลังจึงเป็น ไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาครับ หัวเพลาจึงต้องมีบู๊ทหัวเพลาที่คอยป้องกันไม่ให้ ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้ากั้นกลางระหว่างหัวเพลานอกและใน ซึ่งแต่เดิมมีพื้นที่ สัมผัสก็ค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีสิ่งสกปรกที่ไม่พึงประสงค์เข้าคลุกวงใน ล่ะก็ (แล้วละเลยไม่รีบเปลี่ยนล่ะก็) โอกาสที่หัวเพลานั้นจะชำรุดก่อนวัยอันควรมี ค่อนข้างสูงเลยล่ะครับ และมันก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ เสียด้วยซิ | |
|
| |
 |
 |
| | ก็อย่างที่ “นาย T” ได้เกริ่นไปแล้วนั้น เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ปกป้องหัวเพลา ด้วยการกันไม่ให้สิ่งสกปรกต่างๆ เข้ากล้ำกลาย เพราะนั่นคือการบั่นทอนอายุการ ใช้งานของหัวเพลาอย่างดีเลยล่ะครับ ดังนั้นถ้าหากดูแลยางหุ้มเพลาดีๆ ก็จะเป็น ปัจจัยที่เอื้อให้หัวเพลาทนทานขึ้นด้วยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องอาศัยพฤติกรรมของ คนขับร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวหรือเลี้ยวอย่างรุนแรง เหล่านี้ก็ล้วนแต่ทำ ให้หัวเพลาสึกหรอเร็วกว่าเดิมได้ทั้งนั้น ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าว่าในการตรวจเช็ค สภาพของยางหุ้มเพลานั้น ต้องทำอย่างไรกันบ้าง ? | |
|
| |
 |
| | ถ้าให้ “นาย T” แนะนำ การเข้าศูนย์บริการหรืออู่ที่มีฮอยสท์จะง่ายกว่าครับ เพราะ ตัวฮอยสท์จะแน่นหนาและช่วยให้การตรวจเช็คนั้นรวดเร็วกว่าครับ หลังจากที่ประ จำบนฮอยสท์ที่ยกจนสูงพอประมาณเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชำเลืองไปที่บริเวณหลัง ดุมล้อหน้าได้เลยครับ เราก็จะเห็นยางหุ้มเพลาสีดำๆ รูปทรงโคนเป็นหยักๆ เกาะ อยู่ที่หลังดุมล้อ ซึ่งหากยางหุ้มเพลายังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ก็จะมีเพียงคราบฝุ่น เกาะอยู่ที่โดยรอบเท่านั้น แต่หากมีคราบเยิ้มๆ ของจารบีติดมาด้วยล่ะก็ มีแววที่จะ ได้เสียเงินแล้วล่ะครับ | |
|
| |
 |
| | แต่เพื่อความชัวร์ให้ลองหมุนล้อโดยรอบ ซึ่งก็จะรวมไปถึงเข็มขัดรัดปลายยางหุ้ม เพลาทั้ง 2 ด้านด้วย เพราะถ้าหากขาดหรือบาดยางหุ้มเพลาล่ะก็ อาจมีสิทธิ์ที่สิ่ง สกปรกจะเข้าสู่หัวเพลาและมีจาระบีด้านในจะเล็ดรอดออกในไม่ช้า ตามมาการหัก เลี้ยวล้อไปทางซ้ายและขวา ก็เพื่อดูรอยปริของยางหุ้มเพลา ซึ่งบางทีอาจมองไม่ เห็นหากไม่หักเลี้ยว จากนั้นก็มาหมุนให้ครบรอบเพื่อตรวจเช็ครอยปริหรือขาด ซึ่ง หากตรวจพบแม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรจะรีบเปลี่ยนในทันที เพราะการปริแม้จะเพียง เล็กน้อย ก็สามารถที่จะดันจาระบีภายในให้ออกมาได้แล้ว ซึ่งนั่นก็หมายถึงการรับ เอาสิ่งสกปรกเข้าไปทำร้ายชิ้นส่วนต่างๆ ในหัวเพลาได้ด้วยเช่นกัน | |
|
| |
 |
| | ลางบอกเหตุอีกอย่างก็คือ คราบจาระบีบริเวณขอบล้อด้านใน ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว ล่ะก็ “นาย T” แนะนำว่าควรจะรีบเปลี่ยนยางหุ้มเพลาโดยด่วนเลยครับ เพราะใน ขณะที่ล้อรถหมุนนั้น จาระบีที่ทำหน้าที่ลดแรงเสียดทานและการเสียดสีของโลหะ ภายในหัวเพลานั้นจะถูกเหวี่ยงอยู่ตลอด ในกรณีที่ยางหุ้มเพลายังกักเก็บไว้ได้ดี ปัญหาก็มักจะไม่ค่อยเกิด แต่เมื่อใดที่ยางหุ้มเพลาเริ่มปริ จาระบีก็มีโอกาสที่จะเล็ด รอดออกสู่ภายนอกได้ นั่นหมายความว่าโลหะจะได้กระทบกระทั่งกันเองโดยไม่มี ตัวกลางคอยห้ามปราม แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือจะเป็นการเปิดโอกาสให้สิ่งสกปรก ต่างๆ เข้าร่วมวงด้วยนั่นเองครับ ค่ายางหุ้มเพลา (แท้ๆ) กับค่าแรงที่เปลี่ยนนั้น ยัง ไงก็ถูกกว่าเปลี่ยนหัวเพลานะครับ | |
|
| |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น